ท่ามกลางการใช้ชีวิตประจำวันที่เร่งรีบในปัจจุบัน อาการปวดหลังกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในวัยทำงานที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานหรือผู้ที่ทำงานที่ต้องยกของหนัก หนึ่งในสาเหตุสำคัญของอาการปวดหลังที่รุนแรงและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตคือ “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า “ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน” นั่นเอง
ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทหรือหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนเกิดขึ้นเมื่อส่วนวงแหวนด้านนอก (Annulus Fibrosus) เกิดการฉีกขาดหรือแตก ทำให้ส่วนนุ่มตรงกลาง (Nucleus Pulposus) ดันตัวออกมาภายนอก ซึ่งสามารถแบ่งระดับความรุนแรงได้ดังนี้
- หมอนรองกระดูกโป่ง (Disc Bulging) เป็นระยะแรกที่หมอนรองกระดูกเริ่มโป่งออกมาแต่ยังไม่มีการฉีกขาดของวงแหวนด้านนอก
- หมอนรองกระดูกเคลื่อน (Disc Protrusion) วงแหวนด้านนอกเริ่มมีการฉีกขาดบางส่วน ทำให้ส่วนกลางที่นุ่มเริ่มดันตัวออกมา
- หมอนรองกระดูกปลิ้น (Disc Extrusion) วงแหวนด้านนอกฉีกขาดมากขึ้น ทำให้ส่วนกลางที่นุ่มปลิ้นออกมาภายนอกมากขึ้น
- หมอนรองกระดูกหลุด (Disc Sequestration) วงแหวนด้านนอกฉีกขาดอย่างสมบูรณ์ ทำให้ส่วนกลางที่นุ่มหลุดออกมาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
อาการของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
อาการของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทขึ้นอยู่กับตำแหน่งของหมอนรองกระดูกที่เกิดปัญหาและระดับการกดทับเส้นประสาท โดยทั่วไปแล้ว อาการที่พบบ่อย ได้แก่
- ปวดหลังหรือสะโพก อาการปวดอาจร้าวลงขาหรือเท้า ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพียงข้างเดียว
- ผู้ป่วยอาจรู้สึกชาหรืออ่อนแรงที่ขาหรือเท้า ซึ่งอาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหว
- มีอาการผิดปกติของระบบขับถ่าย ในกรณีที่รุนแรง อาจมีอาการปัสสาวะไม่ออกหรือท้องผูก
ระยะของอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
อาการของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่าง ๆ ได้ดังนี้
- ระยะเริ่มต้น: อาการปวดหลังเรื้อรังอาจเป็น ๆ หาย ๆ และมีความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
- ระยะปานกลาง: อาการปวดร้าวลงขาหรือเท้า และอาจมีอาการชาร่วมด้วย
- ระยะรุนแรง: อาการชาและอ่อนแรงเพิ่มขึ้น และอาจมีปัญหาในการควบคุมปัสสาวะหรืออุจจาระ รวมถึงมีปัญหาการเดินร่วมด้วย

การรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
การรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ โดยสามารถแบ่งเป็น 2 แนวทางหลัก คือ การรักษาแบบไม่ผ่าตัดและการรักษาด้วยการผ่าตัด
1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด
การรักษาแบบไม่ผ่าตัดมักเป็นแนวทางแรกที่แพทย์จะแนะนำ ยกเว้นในกรณีฉุกเฉิน เช่น Cauda Equina Syndrome โดยการรักษาอาจประกอบด้วย การพักการใช้งานกระดูกสันหลังในช่วงแรก การใช้ยาต่าง ๆ เช่น แก้ปวดและลดการอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน และยาระงับปวดชนิดอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีการใช้การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าหลัง การทำกายภาพบำบัด การดึงหลัง การสวมเสื้อพยุงหลัง และการรักษาด้วยความร้อนและความเย็นเข้าร่วมด้วย
2. การรักษาด้วยการผ่าตัด วิธีการผ่าตัดที่นิยมใช้ ได้แก่
- การผ่าตัดเอาส่วนของหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนออก (Discectomy) เป็นหัตถการทางศัลยกรรมที่มีเป้าหมายเพื่อกำจัดส่วนของหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาท หลักการของการผ่าตัดคือการเปิดแผลที่หลังบริเวณที่มีหมอนรองกระดูกเคลื่อน แยกกล้ามเนื้อออกจากกระดูกสันหลัง จากนั้นทำการตัดส่วนของกระดูกสันหลังที่เรียกว่า lamina ออกบางส่วน (Laminotomy) หรือตัดออกทั้งหมด (Laminectomy) เพื่อให้เข้าถึงส่วนของหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนออกมาและเส้นประสาทที่ถูกกดทับ
- การผ่าตัดแบบส่องกล้อง (Microdiscectomy) เป็นการผ่าตัดที่ใช้เครื่องมือพิเศษและกล้องขนาดเล็กเพื่อช่วยให้ศัลยแพทย์สามารถมองเห็นโครงสร้างภายในได้อย่างชัดเจนผ่านแผลผ่าตัดขนาดเล็ก ประมาณ 1-2 เซนติเมตร มีข้อดีคือ เนื้อเยื่อถูกทำลายน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิด ความเสี่ยงในการติดเชื้อต่ำกว่า ใช้ระยะเวลาพักฟื้นสั้นกว่า ผู้ป่วยบางรายสามารถกลับบ้านได้ภายใน 24 ชั่วโมง ความเจ็บปวดหลังผ่าตัดน้อยกว่า และฟื้นตัวกลับมาทำกิจกรรมปกติได้เร็วกว่า อาจใช้เวลาเพียง 2-4 สัปดาห์
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเป็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ และสามารถนำไปสู่อาการที่หลากหลายและรุนแรงได้ การเข้าใจอาการและระยะของปัญหาเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการและรักษา หากคุณมีอาการที่น่าสงสัย ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็วที่สุดเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสม การดูแลสุขภาพและการป้องกันการบาดเจ็บเป็นขั้นตอนสำคัญในการลดความเสี่ยงของปัญหานี้ในอนาคต





