สัญญาณเตือน ! อาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ที่คุณไม่ควรมองข้าม

หมวดหมู่: ผู้สูงอายุ

April 7, 2025

Winest Rehabilitation Team

สารบัญ

ท่ามกลางการใช้ชีวิตประจำวันที่เร่งรีบในปัจจุบัน อาการปวดหลังกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในวัยทำงานที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานหรือผู้ที่ทำงานที่ต้องยกของหนัก หนึ่งในสาเหตุสำคัญของอาการปวดหลังที่รุนแรงและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตคือ “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า “ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน” นั่นเอง

ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทหรือหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนเกิดขึ้นเมื่อส่วนวงแหวนด้านนอก (Annulus Fibrosus) เกิดการฉีกขาดหรือแตก ทำให้ส่วนนุ่มตรงกลาง (Nucleus Pulposus) ดันตัวออกมาภายนอก ซึ่งสามารถแบ่งระดับความรุนแรงได้ดังนี้

  1. หมอนรองกระดูกโป่ง (Disc Bulging) เป็นระยะแรกที่หมอนรองกระดูกเริ่มโป่งออกมาแต่ยังไม่มีการฉีกขาดของวงแหวนด้านนอก
  2. หมอนรองกระดูกเคลื่อน (Disc Protrusion) วงแหวนด้านนอกเริ่มมีการฉีกขาดบางส่วน ทำให้ส่วนกลางที่นุ่มเริ่มดันตัวออกมา
  3. หมอนรองกระดูกปลิ้น (Disc Extrusion) วงแหวนด้านนอกฉีกขาดมากขึ้น ทำให้ส่วนกลางที่นุ่มปลิ้นออกมาภายนอกมากขึ้น
  4. หมอนรองกระดูกหลุด (Disc Sequestration) วงแหวนด้านนอกฉีกขาดอย่างสมบูรณ์ ทำให้ส่วนกลางที่นุ่มหลุดออกมาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

อาการของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

อาการของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทขึ้นอยู่กับตำแหน่งของหมอนรองกระดูกที่เกิดปัญหาและระดับการกดทับเส้นประสาท โดยทั่วไปแล้ว อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • ปวดหลังหรือสะโพก อาการปวดอาจร้าวลงขาหรือเท้า ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพียงข้างเดียว
  • ผู้ป่วยอาจรู้สึกชาหรืออ่อนแรงที่ขาหรือเท้า ซึ่งอาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหว
  • มีอาการผิดปกติของระบบขับถ่าย ในกรณีที่รุนแรง อาจมีอาการปัสสาวะไม่ออกหรือท้องผูก

ระยะของอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

อาการของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่าง ๆ ได้ดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น: อาการปวดหลังเรื้อรังอาจเป็น ๆ หาย ๆ และมีความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
  • ระยะปานกลาง: อาการปวดร้าวลงขาหรือเท้า และอาจมีอาการชาร่วมด้วย
  • ระยะรุนแรง: อาการชาและอ่อนแรงเพิ่มขึ้น และอาจมีปัญหาในการควบคุมปัสสาวะหรืออุจจาระ รวมถึงมีปัญหาการเดินร่วมด้วย

การรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

การรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ โดยสามารถแบ่งเป็น 2 แนวทางหลัก คือ การรักษาแบบไม่ผ่าตัดและการรักษาด้วยการผ่าตัด

1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด

            การรักษาแบบไม่ผ่าตัดมักเป็นแนวทางแรกที่แพทย์จะแนะนำ ยกเว้นในกรณีฉุกเฉิน เช่น Cauda Equina Syndrome โดยการรักษาอาจประกอบด้วย การพักการใช้งานกระดูกสันหลังในช่วงแรก การใช้ยาต่าง ๆ เช่น แก้ปวดและลดการอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน และยาระงับปวดชนิดอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีการใช้การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าหลัง การทำกายภาพบำบัด การดึงหลัง การสวมเสื้อพยุงหลัง และการรักษาด้วยความร้อนและความเย็นเข้าร่วมด้วย

2. การรักษาด้วยการผ่าตัด วิธีการผ่าตัดที่นิยมใช้ ได้แก่

  • การผ่าตัดเอาส่วนของหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนออก (Discectomy) เป็นหัตถการทางศัลยกรรมที่มีเป้าหมายเพื่อกำจัดส่วนของหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาท หลักการของการผ่าตัดคือการเปิดแผลที่หลังบริเวณที่มีหมอนรองกระดูกเคลื่อน แยกกล้ามเนื้อออกจากกระดูกสันหลัง จากนั้นทำการตัดส่วนของกระดูกสันหลังที่เรียกว่า lamina ออกบางส่วน (Laminotomy) หรือตัดออกทั้งหมด (Laminectomy) เพื่อให้เข้าถึงส่วนของหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนออกมาและเส้นประสาทที่ถูกกดทับ
  • การผ่าตัดแบบส่องกล้อง (Microdiscectomy) เป็นการผ่าตัดที่ใช้เครื่องมือพิเศษและกล้องขนาดเล็กเพื่อช่วยให้ศัลยแพทย์สามารถมองเห็นโครงสร้างภายในได้อย่างชัดเจนผ่านแผลผ่าตัดขนาดเล็ก ประมาณ 1-2 เซนติเมตร มีข้อดีคือ เนื้อเยื่อถูกทำลายน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิด ความเสี่ยงในการติดเชื้อต่ำกว่า ใช้ระยะเวลาพักฟื้นสั้นกว่า ผู้ป่วยบางรายสามารถกลับบ้านได้ภายใน 24 ชั่วโมง ความเจ็บปวดหลังผ่าตัดน้อยกว่า และฟื้นตัวกลับมาทำกิจกรรมปกติได้เร็วกว่า อาจใช้เวลาเพียง 2-4 สัปดาห์

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเป็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ และสามารถนำไปสู่อาการที่หลากหลายและรุนแรงได้ การเข้าใจอาการและระยะของปัญหาเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการและรักษา หากคุณมีอาการที่น่าสงสัย ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็วที่สุดเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสม การดูแลสุขภาพและการป้องกันการบาดเจ็บเป็นขั้นตอนสำคัญในการลดความเสี่ยงของปัญหานี้ในอนาคต

ข่าวสารและบทความ

รู้ทัน “ข้อเข่าเสื่อม” ในผู้สูงอายุ ปวดเข่าไม่ใช่เรื่องปกติ ! (พร้อมวิธีดูแล)

ผู้สูงอายุ

การก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุมักจะมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลายประการ และหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยคือ "ข้อเข่าเสื่อม" ซึ่งเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัย 50 ปีขึ้นไป การเสื่อมสภาพของผิวกระดูกอ่อนในข้อต่อทำให้เกิดการเสียดสีระหว่างกระดูกใต้ผิวข้อ ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวดได้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อม โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) เป็นภาวะที่เกิดขึ้นจากการเสื่อมสภาพของผิวกระดูกอ่อนในข้อต่อ ซึ่งมักจะพบมากในบริเวณที่ต้องรองรับน้ำหนักมาก เช่น ข้อเข่าและสะโพก กระดูกอ่อนผิวข้อต่อนี้มีหน้าที่สำคัญในการป้องกันและลดการสึกหรอระหว่างการเคลื่อนไหว เมื่อกล้ามเนื้อสูญหายไป จะทำให้กระดูกใต้ผิวขัดสีกันโดยตรง ส่งผลให้เกิดการอักเสบ ปวด เข่าตึง และอาจมีเสียงกรอบแกรบขณะเคลื่อนไหว สาเหตุของการเกิดข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ 1. ปัจจัยทางอายุ  เมื่ออายุเพิ่มขึ้น กระดูกอ่อนจะค่อย ๆ สึกหรอ สูญเสียความยืดหยุ่น และความสามารถในการรองรับแรงกระแทก ทำให้การเคลื่อนไหวติดขัดและเจ็บปวด 2. น้ำหนักเกิน  น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะสร้างแรงกดทับบนข้อเข่าอย่างต่อเนื่อง ยิ่งน้ำหนักมาก ความเสียหายของข้อเข่ายิ่งรวดเร็ว 3. พันธุกรรม  บางครอบครัวมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้ง่าย หากพ่อแม่หรือญาติมีประวัติการเป็นโรคนี้ 4. การบาดเจ็บ  การบาดเจ็บที่ข้อเข่าในอดีต ไม่ว่าจะจากอุบัติเหตุหรือการเล่นกีฬา อาจนำไปสู่การเสื่อมของข้อเข่าในภายหลัง 5. การใช้งานที่หนัก  อาชีพที่ต้องใช้แรงหรือเคลื่อนไหวบริเวณเข่าอย่างหนัก เช่น นักกีฬา คนงานก่อสร้าง จะมีความเสี่ยงสูง…

“7 สิ่งที่ต้องเตรียม เพื่อรับมือคนในครอบครัวเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง”

ผู้ป่วยติดเตียง, หลอดเลือดสมอง

หัวข้อ รู้จักโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) โรคหลอดเลือดสมองเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของความพิการและการเสียชีวิตที่สำคัญทั่วโลก แต่หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีภายในเวลา 4.5 ชั่วโมงก็อาจช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิต และลดผลกระทบอาการของโรคได้ ดังนั้นการสังเกตอาการและนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วจึงเป็นสิ่งสำคัญ อย่างไรก็ตามแม้ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาแล้วบางรายอาจมีอาการหรือความผิดปกติบางอย่างหลงเหลืออยู่ เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง พูดไม่ชัด ปัญหาด้านการรู้คิด ความจำ ความเครียด หรือซึมเศร้า อาการเหล่านี้อาจทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถมีส่วนร่วมกับกิจกรรมการกำเนินชีวิตอย่างที่เคยทำได้หรือทำได้อย่างยากลำบากส่งผลให้ผู้ป่วยหลอดเลือดสมองต้องมีครอบครัว หรือผู้ดูแลให้การช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยในระยะยาว (long-term care) ผู้ป่วยหลอดเลือดสมองดูแลอย่างไร ระยะแรกของการฟื้นตัวครอบครัวควรให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจของผู้ป่วยรวมถึงสภาพจิตใจของสมาชิกในครอบครัวเองเป็นสำคัญ กำลังใจจากคนรอบข้างจะช่วยให้ผู้ป่วยมีแรงใจ และผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ การดูแลผู้ป่วยให้ไม่มีภาวะแทรกซ้อนเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นในผู้ป่วยที่ยังไม่สามารถเคลื่อนไหวตัวเองได้ จำเป็นต้องให้ครอบครัวหรือญาติช่วยจัดท่าทางการนอนบนเตียงและเปลี่ยนท่านอนทุก ๆ  2 ชั่วโมงเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดแผลกดทับคอยสังเกตอาการและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด *เพิ่มรูปการจัดท่านอนบนเตียง แม้จะพ้นระยะวิกฤตไปแล้วการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหลังจากออกจากโรงพยาบาลก็ยังเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยกว่ากัน ดังนั้นหากมีการเตรียมความพร้อมรับมือที่ดีกับผู้ป่วยหลอดเลือดสมองเมื่อได้รับการรักษาทางการแพทย์แล้ว ก็จะทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ 7 ข้อ รับมือคนในครอบครัวเป็นผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง 1.  จิตใจ (mentality) หลังจากเกิดโรคผู้ป่วยบางรายอาจมีอารมณ์แปรปรวนหงุดหงิดง่ายจากสารเคมีในสมองที่เปลี่ยนแปลงไปหรือบางรายมีอาการซึมเศร้า เนื่องจากยอมรับไม่ได้ ครอบครัวจึงมีส่วนสำคัญอย่างมากในการให้กำลังใจ และต้องเข้าใจผู้ป่วยอย่างแท้จริง ครอบครัวควรแสดงความรัก ความห่วงใยผ่านคำพูดสีหน้าสายตา และการสัมผัสกับผู้ป่วยเพื่อแสดงออกว่าครอบครัวยังรัก พร้อมเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยอยู่เสมอ และควรหลีกเลี่ยงการตำหนิ นอกจากนี้การจัดสิ่งแวดล้อมให้ผ่อนคลาย เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมที่ชอบโดยเป็นกิจกรรมที่ผู้ป่วยสามารถทำเอง จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าสามารถทำได้ อย่างเป็นอิสระและมีความสุข เช่น การดูภาพยนตร์ร่วมกันออกไปเที่ยวกับครอบครัว…

นักกิจกรรมบำบัดคืออะไร

Uncategorized

บรรยายแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานด้านกิจกรรมบำบัดในผู้สูงอายุให้กับนักศึกษา สาขากิจกรรมบำบัด รุ่น 17 คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล